วันเสาร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2556

เมาไม่ขับ

วันสิ้นปี 2533 เป็นวันประวัติศาสตร์ที่พลิกผันชีวิตของครอบครัวผมอย่างไม่มีวันกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อีก แม้กาลเวลาจะช่วยเราให้ลืมและให้อภัยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปแล้วก็ตาม แต่ผลกระทบที่อยู่กับเรามา 22 ปีกว่าแล้วนั้นก็ยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่อาจฝืนความจริงได้

ความจริงผมไม่อยากเขียนหรือคิดถึงมัน แต่ในที่สุดก็เขียนเพื่อเป็นอุทาหรณ์สำหรับทุกคน หลังจากที่ตรึกตรองขณะฟังข่าวอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลมาหลายปี

วันนั้นพวกผมพี่น้องกลับมาเยี่ยมบ้านกันพร้อมหน้า แต่แล้วก็ได้รับข่าวร้าย พ่อถูกรถชน พ่อซึ่งกำลังขี่มอเตอร์ไซค์ออกจากที่ทำงานจะกลับบ้าน ถูกรถปิคอัพชนอย่างแรง ร่างของพ่อกระเด็นไปไกล หัวน็อคพื้น โดยคนขับปิคอัพอยู่ในสภาพมึนเมา

เดชะบุญ ด้วยความช่วยเหลือจากหลาย ๆ ฝ่าย พ่อถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลอย่างทันท่วงที ได้รับการผ่าตัดสมองและดามเหล็กที่กระดูกขาที่หัก พ่อสลบไปนานกี่เดือนผมก็จำไม่ได้ แต่ผมซึ่งกำลังเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ ต้องเทียวไปเทียวมาเพื่อมาช่วยเฝ้าพ่อเป็นระยะ รวมทั้งช่วยกันให้กำลังใจซึ่งกันและกันในครอบครัว มันเป็นเวลาที่ยาวนานมากสำหรับพวกเรา ไม่ว่าใครจะเรียนวิทยาศาสตร์มาแค่ไหน แต่ทุกคนต่างอ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วยรักษาพ่อ

ด้วยฝีมือหมอ ในที่สุดพ่อก็ฟื้นอย่างปาฏิหาริย์ หลังจากฟื้นแล้ว ยังต้องนอนเข้าเฝือกบนเตียงอีกเป็นเดือน มีแผลกดทับให้รักษา พอถอดเฝือกแล้วยังต้องฝึกพูด ทำกายภาพบำบัดเพื่อฟื้นฟูกล้ามเนื้อ หัดเดินด้วยขาที่ยาวไม่เท่ากันเพราะกระดูกหัก หัดทำกิจกรรมพื้นฐานต่าง ๆ ตั้งแต่ใส่เสื้อ หยิบจับของ กินข้าว ด้วยสภาพร่างกายซีกขวาอ่อนแรงเพราะสมองได้รับความเสียหาย

เรื่องที่ใหญ่กว่านั้นคือความบกพร่องทางสมองจากการสูญเสียเนื้อสมองส่วนหน้า ซึ่งเป็นส่วนที่ควบคุมความประพฤติและการตัดสินใจ ทำให้ถึงแม้จะฟื้นฟูสภาพร่างกายขึ้นมาได้มาก แต่ความประพฤติจะเหมือนเด็ก ไม่สามารถใช้เหตุผลได้เต็มที่ สมาธิสั้น สรุปคือพ่อไม่สามารถทำงานอะไรได้เหมือนเดิมอีกแล้ว และบ้านผมก็เสมือนมีเด็กอนุบาลตัวใหญ่ ๆ ให้ดูแลเพิ่มขึ้นหนึ่งคน พร้อม ๆ กับการสูญเสียเสาหลักของครอบครัวไป

ก็เหมือนกับครอบครัวอื่นที่มีผู้ป่วยหนัก เป็นเวลาหลายปีที่พวกเราทดลองและพยายามเสาะหาทุกวิถีทางที่จะรักษาอาการเจ็บป่วยของพ่อ จนกระทั่งอาการพ่อเริ่มจะอยู่ตัวแล้ว เราก็เริ่มยอมรับสภาพ ได้แต่ประคับประคองไปตามอาการ

ส่วนผลกระทบที่ว่าเปลี่ยนแปลงชีวิตของครอบครัวเราไปตลอดกาลนั้น ก็เช่น:

  • แม่ต้องปิดกิจการร้านค้าตั้งแต่วันที่พ่อถูกรถชน เพื่อมาเฝ้าพยาบาลพ่อ โดยไม่สามารถกลับไปเปิดกิจการใหม่ได้อีกเลย แหล่งรายได้ใหญ่ของครอบครัวเราจึงถูกตัดไปอีกทาง (นอกเหนือจากการงานของพ่อ) และรวมไปถึงการเปลี่ยนวิถีชีวิตของเราที่เคยวนเวียนบริการลูกค้าอยู่หน้าร้าน ก็เปลี่ยนมาวนเวียนใช้บริการโรงพยาบาลราวกับเป็นบ้านแห่งที่สองแทน
  • พ่อเดินไปไหนมาไหนเองไม่ได้ แม้แต่ใช้วอล์กเกอร์หรือรถเข็น กิจกรรมทุกอย่างที่ต้องลุกจากที่นั่ง เช่น การขับถ่าย หรือไปอาบน้ำ เข้าห้องนอน จึงต้องอาศัยคนพยุงทั้งสิ้น
  • เราแทบไม่เคยออกไปกินข้าวนอกบ้านเลย นอกจากโอกาสพิเศษจริง ๆ เพราะพ่อเดินเหินไม่สะดวก งานครัว งานล้างจานที่บ้าน จึงไม่มีวันหยุดไม่ว่ากรณีใด ๆ การเปลี่ยนบรรยากาศหรือรสชาติอาหาร หมายถึงการเปลี่ยนร้านที่ซื้ออาหารเท่านั้น ทั้งนี้ รวมถึงการท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ หรือแม้แต่ออกไปทำงานนอกบ้าน ก็ถูกจำกัดด้วยเงื่อนไขว่าต้องมีคนอยู่กับพ่อที่บ้านอย่างน้อยหนึ่งคนตลอดเวลา
  • อาการทางสมองของพ่อ มักสร้างความเสียหายเนือง ๆ เช่น ขับถ่ายที่ที่นั่งโดยไม่บอกกล่าว อาจจะเพราะไม่อยากเดินไปห้องน้ำ หรือไม่อยากรบกวนคนอื่น หรืออะไรก็ตามแต่ ทำให้เราต้องคอยเช็ดถูอยู่บ่อย ๆ หรือบางทีต้องพาไปอาบน้ำและซักเสื้อผ้าด้วย โดยปกติเราจึงต้องคอยจับตาดู คอยกะจังหวะที่พ่อน่าจะปวดฉี่อยู่ทั้งวัน เรื่องผ้าอ้อมไม่ต้องเป็นห่วง ใช้อย่างน้อยวันละหนึ่งชิ้น ซึ่งน่าจะเป็นค่าใช้จ่ายประจำที่สิ้นเปลืองที่สุดเรื่องหนึ่ง
  • การควบคุมการเคลื่อนไหวของมือพ่อก็ยังไม่ดีเท่าที่ควร ทำให้พ่อทำจานตกแตกบ่อย ๆ ด้วยการเทกระจาดทั้งโต๊ะ เพียงเพราะต้องการเลื่อนโต๊ะออกจากตัว ข้าวของที่อยู่บนโต๊ะจึงเป็นสิ่งที่เราต้องระวังไม่ให้คลาดสายตาอีกเหมือนกัน รวมทั้งตัวโต๊ะเองก็จะถูกโยกจนพังและต้องเปลี่ยนใหม่อยู่เป็นระยะ
  • การกินอาหารหรือดื่มน้ำ ต้องคอยคะยั้นคะยอให้พ่อกิน พ่อจะตักข้าวเองเฉพาะช่วงแรกที่ยังหิวเท่านั้น นอกนั้นต้องคอยกระตุ้น น้ำถ้าไม่ใช่น้ำหวานก็จะดื่มทีละอึกแล้วก็เลิก กว่าน้ำจะหมดแก้วก็ต้องกระตุ้นทุกอึก ไม่ต่างจากเด็กอนุบาลเท่าไร
  • บางครั้งจะเกิดเหตุที่ทำให้ต้องวางมือจากทุกสิ่งมาทำให้พ่อก่อน เช่น อาหารเป็นพิษ พ่อถ่ายรดที่นอน ก็ต้องมาจัดแจงพาพ่อไปอาบน้ำ เก็บกากไปทิ้ง เก็บที่นอนไปซัก รวมถึงล้างพื้นเตียง บางครั้งแม้มีธุระหรือจะออกไปทำงานทำการนอกบ้านก็ต้องเลื่อนไปก่อน
  • อาการทางสมองทำให้พ่อสื่อสารกับเราไม่ค่อยได้ เราจึงต้องคอยสังเกตสังกาอาการผิดปกติต่าง ๆ จากภายนอก ในช่วงหลังเราได้เรียนรู้โรคต่าง ๆ มากมาย เช่น โรคกระเพาะ ลำไส้อักเสบ โรคผิวหนัง ต้อหิน ต้อกระจก กระดูกพรุน ต่อมลูกหมากโต เรามักได้พาพ่อเข้าห้องฉุกเฉินบ่อย ๆ เพราะไม่รู้มาก่อนว่าพ่อมีอาการข้างในอย่างไรบ้าง จะรู้ก็ตอนที่เป็นมากแล้ว และต้องรักษาอย่างรีบด่วน ภาวะแบบนี้ทำให้เราต้องเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ฉุกเฉินทุกเมื่อ
  • ที่โรงพยาบาล การรักษาแต่ละโรคของพ่อไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะพ่อสื่อสารกับหมอไม่ค่อยได้ และไม่ค่อยให้ความร่วมมือ การผ่าตัดบางเรื่องที่คนปกติอาจไม่ถือว่ายากลำบากเกินไป เช่น การผ่าต้อกระจก แต่สำหรับพ่อแล้ว เป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะพ่อไม่ยอมอยู่นิ่ง ๆ ให้หมอทำ ต้องวางยาสลบสถานเดียว บางครั้งเจอหมอที่ไม่เข้าใจ คิดว่าจะสามารถตัดไหมได้เหมือนคนทั่วไป แต่พอทำจริงพ่อจะดิ้นขัดขืน จนเสี่ยงจะตาบอดได้ทีเดียว สำหรับพ่อต้องใช้ไหมละลายเท่านั้น การรักษาพ่อจึงมักต้องการหมอที่มีประสบการณ์สูง และมักต้องใช้อุปกรณ์พิเศษเสมอ ๆ
  • การดูแลพ่อที่บ้านหลังจากออกจากโรงพยาบาลในแต่ละโรคก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะพ่อไม่มีการควบคุมตัวเองใด ๆ ทั้งสิ้น ผ่าตัดตาก็จะขยี้ตา จนเราต้องผลัดเวรกันเฝ้าพ่อทั้งคืน ตอนเป็นโรคผิวหนัง เวลาคันก็จะเกาจนแผลถลอกเลือดไหล เราต้องคอยจับตาไม่ให้คลาดสายตาอยู่ตลอด

ทั้งหมดนี้ ทำให้การดูแลพ่อเป็นงานที่กินเวลาและอาศัยความอดทนสูง ต้องใจเย็นและมีมุขมาล่ออยู่ตลอด ต้องรู้จังหวะจะโคนที่จะไม่ทำให้พ่อฉุนเฉียว ต้องคอยจับตาดูจนคนที่ดูแลจะเหลือเวลาไปทำอย่างอื่นน้อยมาก แม่จึงไม่สามารถเปิดร้านค้าได้อย่างเดิม และช่วงหลังลูกที่มาช่วยแบ่งเบาภาระก็แทบไม่เป็นอันทำงานอาชีพเหมือนกัน การจะตั้งสมาธิให้ทำงานอย่างต่อเนื่องเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้เลย ยังไม่นับเรื่องเจ็บป่วยเพราะขาดการพักผ่อนหรือลืมดูแลตัวเองอีก

ที่เขียนอย่างละเอียดขนาดนี้ ไม่ใช่จะบ่นหรือโอดครวญนะครับ อย่าเข้าใจผิด แต่เพื่อให้ผู้อ่านเห็นภาพเป็นกรณีศึกษา ว่าความเสียหายที่เกิดจากอุบัติเหตุมันใหญ่หลวงเพียงไหนถ้าคุณขับรถโดยประมาทในสภาพมึนเมา พ่อผมเป็น family man เหล้ายาไม่เคยแตะ แต่ต้องมารับผลของความประมาทอันเกิดจากการเมาแล้วขับของคนอื่น ผลกระทบไม่ใช่เกิดกับเหยื่อเพียงเท่านั้น ยังกระทบไปถึงครอบครัวของเหยื่ออย่างถาวรด้วย

การฟังข่าวอุบัติเหตุแต่ละครั้งจึงทำให้ผมเกิดอารมณ์ร่วมกับผู้เสียหายเป็นธรรมดา

กรณีพ่อผมเป็นเพียงกรณีหนึ่ง แต่ถ้าพิจารณากรณีอุบัติเหตุทั้งหมดที่เกิดขึ้นรวมกันแล้วจะเห็นว่า:

  • เมาแล้วขับทำให้เพิ่มภาวะโลกร้อน (การพยาบาลผู้ป่วยเป็นเรื่องสิ้นเปลืองทรัพยากรมาก)
  • เมาแล้วขับทำลายเศรษฐกิจของประเทศ (ประเทศชาติเสียกำลังคนไปหลายคน ไม่ใช่แค่เหยื่อเท่านั้น แต่รวมถึงคนในครอบครัวของเหยื่อ ในระยะยาว ด้วย)
  • เมาแล้วขับทำให้เกิดปัญหาสังคม (ครอบครัวเหยื่อขาดเสาหลัก การดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องทำให้เกิดความเครียดสะสม บางบ้านอาจเกิดปัญหาครอบครัวต่าง ๆ ตามมา โดยเฉพาะกับเด็ก ๆ)

ผมขอพูดถึงผลกระทบที่เกิดกับคนอื่นและส่วนรวมก็พอ เพราะไม่คิดว่าคนที่ดื่มเขาจะฟังเรื่องผลกระทบต่อสุขภาพของตัวเอง ไม่งั้นเขาคงงดดื่มไปแล้ว แต่ถ้าดื่มแล้วจะขับรถ ก็ขอให้นึกถึงผลกระทบที่จะเกิดกับคนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่บ้างเถิดนะครับ

วันพฤหัสบดีที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

พ่อจ๋าหนูอยากแต่งงาน (阿爸我欲嫁)

ตรุษจีนต่อด้วยวาเลนไทน์ หนุ่มสาวบางคนอาจนึกรวบขออั่งเปาจากพ่อแม่แบบอาหมวยคนนี้ ดูว่าจะได้คำตอบยังไง

พ่อจ๋าหนูอยากแต่งงาน (阿爸我欲嫁)

走仔/ลูกสาว:

爸爸妈妈哦问你知唔知
爸爸媽媽哦問你知唔知
ปาปามามาเอ๋ยหมึ่งลื่อไจอึ่มไจ
พ่อจ๋าแม่จ๋ารู้บ้างหรือเปล่า

妈妈爸爸哦现今的时代
媽媽爸爸哦現今的時代
มามาปาปาเอ๋ยเหี่ยงกิมตีสี่ต่อ
แม่จ๋าพ่อจ๋ายุคสมัยนี้น่ะ

青春少年家自由谈恋爱
青春少年家自由談戀愛
แช*ชุงเซี่ยวหนี่แกจื่ออิ่วท้ำล่วงไอ่*
พวกเด็กวัยรุ่นเขาบอกรักกันอย่างเสรี

人人需要爱的关怀
人人需要愛的關懷
หนั่งนั้งซูเอี่ยวไอ่*ตีกวงไฮว้
ใครใครก็ต้องการความเอาใจใส่ด้วยความรัก

爸爸妈妈会问你知唔知
爸爸媽媽會問你知唔知
ปาปามามาเอ๋ยหมึ่งลื่อไจอึ่มไจ
พ่อจ๋าแม่จ๋ารู้บ้างหรือเปล่า

妈妈爸爸会女儿个心内
媽媽爸爸會女兒個心內
มามาปาปาเอ๋ยหนึ่งยี้ไก่ซิมไหล
แม่จ๋าพ่อจ๋าในใจของลูกสาวนั้น

青春花当开花开有人采
青春花當開花開有人採
แช*ชุงฮวยตึงไคฮวยไคอู่หนั่งไช
ดอกไม้อ่อนเมื่อบานยังมีคนเก็บ

为何女儿还无人来爱
為何女兒還無人來愛
อุ่ยฮ้อหนึ่งยี้ฮัวบ่อหนั่งไหล่ไอ่*
ทำไมลูกสาวถึงยังไม่มีใครมารัก

爸爸/พ่อ:

一时口难开如何来交代
一時口難開如何來交代
เจ็กซี้เค่าหลั่งไคหยู่ฮ้อไหล่เก่าเถ่ย
เปิดปากแต่ละทีก็ยาก จะมาเทียบกันได้ยังไง

谢了面皮羞理还唔知
謝了面皮羞理還唔知
เสี่ยเลี่ยวหมิ่งพ้วยเสียวลี่ฮัวอึ่มไจ
ร่วงโรยแล้วหนังหน้าจะอับอายยังไม่รู้

你若想爱嫁 父母为你来安排
你若想愛嫁 父母為你來安排
ลื่อเหยียกเสี่ย#ไอ*แก่ แป่บ้ออุยหลื่อไหล่อังไป๊
ถ้าลูกอยากแต่งงาน พ่อแม่ก็จะจัดการให้

慢慢来 爱忍耐 婚姻大事莫乱来
慢慢來 愛忍耐 婚姻大事孬亂來
หมั่งหมั่งไล้ ไอ*ยิ่มไหน ฮุงอิงตั่วสื่อมอหล่วงไล้
ช้าช้าหน่อย รักต้องอดทน การแต่งงานเป็นเรื่องใหญ่ไม่ควรผิดธรรมเนียม

走仔/ลูกสาว:

爸爸妈妈哦问你知唔知
爸爸媽媽哦問你知唔知
ปาปามามาเอ๋ยหมึ่งลื่อไจอึ่มไจ
พ่อจ๋าแม่จ๋ารู้บ้างหรือเปล่า

妈妈爸爸哦现今的时代
媽媽爸爸哦現今的時代
มามาปาปาเอ๋ยเหี่ยงกิมตีสี่ต่อ
แม่จ๋าพ่อจ๋ายุคสมัยนี้น่ะ

青春少年家自由谈恋爱
青春少年家自由談戀愛
แช*ชุงเซี่ยวหนี่แกจื่ออิ่วท้ำล่วงไอ่*
พวกเด็กวัยรุ่นเขาบอกรักกันอย่างเสรี

人人投入爱的世界
人人投入愛的世界
หนั่งนั้งเต่าหยิบไอ่*ตีซี่ไก่
ใครใครก็ต่างเดินเข้าสู่โลกแห่งความรัก

อ้างอิง:

  1. ชวน เซียวโชลิต (ประสิทธิ์ ชวลิตธำรง). ปทานุกรมจีน-ไทย 中泰大辭典. -- กรุงเทพฯ: นานมี, 2505. 1700 หน้า.

ป้ายกำกับ: ,

วันศุกร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2556

ผลไม้ในภาษาจีนกลาง-แต้จิ๋ว

เปรียบเทียบคำเรียกผลไม้ภาษาจีนกลางกับแต้จิ๋ว

  • แอปเปิล จีนกลาง: 苹果 [píngguǒ]; แต้จิ๋ว: 蘋果 [ผิ่งก้วย] หรือ 苹果 [เผ่งก้วย]
  • กล้วยหอม จีนกลาง: 香蕉 [xiāngjiāo]; แต้จิ๋ว: 弓蕉 [เก็งเจีย#]
  • แตงโม เรียกเหมือนกันว่า 西瓜 [xīguā; แต้จิ๋ว: ซีกวย]
  • ฟักเขียว/ฟักแฟง เรียกเหมือนกันว่า 冬瓜 [dōngguā; แต้จิ๋ว: ตังกวย] (แตงฤดูหนาว ไม่ใช่ 东瓜/東瓜 แตงตะวันออกอย่างที่หลายคนเข้าใจ)
  • ส้ม จีนกลาง: 桔子 [júzi]; แต้จิ๋ว: 柑 [กา*] ถ้าเป็น 桔 [กิก] จะหมายถึงส้มลูกเล็ก ๆ ซึ่งคำว่า 桔 นี้ไปพ้องเสียงกับคำว่า 吉 [กิก] ที่แปลว่า สิริมงคล คนจีนจึงมอบส้มกันในเทศกาลปีใหม่เพื่อเป็นสิริมงคล
  • มะนาว (lime): จีนกลาง: 青柠/青檸 [qīngníng]; แต้จิ๋ว: 酸柑[ซึงกา*]
  • มะนาว (lemon): เรียกเหมือนกันว่า 柠檬/檸檬 [níngméng; แต้จิ๋ว: เหล่งม้ง]
  • สตรอเบอร์รี ไม่เคยเรียกในภาษาแต้จิ๋ว แต่พจนานุกรมบอกตัวเขียนตรงกับจีนกลางว่า 草莓 [cǎoméi; แต้จิ๋ว: เฉาบ๊วย] -- เหมือนจะแปลตามตัวเลย: 草 = straw; 莓 = berry/moss
  • ทุเรียน จีนกลาง: 榴莲/榴蓮 [liúlián]; แต้จิ๋ว: 塗涼 [โถ่วเลี้ยง]
  • มะม่วง จีนกลาง: 芒果 [mángguǒ]; แต้จิ๋ว: 檨 [ส่วย*]
  • ลำไย จีนกลาง: 龙眼/龍眼 [lóngyǎn] (ตามังกร); แต้จิ๋ว: 肉矮 [เหน็กเอ้ย]
  • มะละกอ จีนกลาง: 木瓜 [mùguā] (แตงไม้); แต้จิ๋ว: 奶瓜 [นีกวย] (แตงนม)
  • สับปะรด จีนกลาง: 菠萝/菠蘿 [bōluó]; แต้จิ๋ว: 紅梨 [อั่งไล้] (สาลี่แดง เป็นภาษาพูดของคำว่า 鳳梨) -- คำใกล้เคียงคือ 紅毛梨 [อั่งหม่อไล้] (สาลี่ผมแดง/สาลี่ฝรั่งมังค่า) แปลว่า ละมุด
  • สาลี่ เรียกเหมือนกันว่า 梨 [lí; แต้จิ๋ว: ไล้ แต่ส่วนมากเรียกยาวว่า 山東梨 (ซัว*ตังไล้) - สาลี่จากซานตง]
  • ฟักทอง จีนกลาง: 南瓜 [nánguā] (แตงใต้); แต้จิ๋ว: 番瓜 [ฮวงกวย] (แตงเทศ)
  • แตงกวา จีนกลาง: 黃瓜 [huángguā] (แตงเหลือง); แต้จิ๋ว: 吊瓜 [เตี้ยวกวย] (แตงแขวน)
  • ฝรั่ง จีนกลาง: 番石榴 [fānshíliu] (ทับทิมเทศ); แต้จิ๋ว: 木仔 [บักเกี้ย] (ลูกไม้)
  • องุ่น เรียกเหมือนกันว่า 葡萄 [pútáo; แต้จิ๋ว: ผู่ท้อ]
  • ลูกพลับ เรียกคล้ายกัน จีนกลาง: 柿子 [shìzi]; แต้จิ๋ว: 柿 [ไส]
  • ส้มโอ เรียกคล้ายกัน จีนกลาง: 柚子 [yòuzi]; แต้จิ๋ว: 柚 [อิ่ว]
  • ลูกท้อ เรียกคล้ายกัน จีนกลาง: 桃子 [táozi]; แต้จิ๋ว: 桃果 [ถ่อก้วย]
  • ลิ้นจี่ จีนกลาง: 荔枝 [lìzhī]; แต้จิ๋ว: 蓮果 [เหน่ยก้วย] (ผลบัว)
  • น้อยหน่า จีนกลาง: 番荔枝 [fānlìzhī]; แต้จิ๋ว: 林檎 [หนิ่มคิ้ม]
  • ทับทิม เรียกเหมือนกันว่า 石榴 [shíliu; แต้จิ๋ว: เจียะ#ลิ้ว]
  • ขนุน เรียกเหมือนกันว่า 菠萝蜜/菠蘿蜜 [bōluómì; แต้จิ๋ว: ปอหล่อบิ๊ก] (สับปะรดน้ำผึ้ง)
  • มะพร้าว เรียกเหมือนกันว่า 椰子 [yēzi; แต้จิ๋ว: เอี่ยจี้]
  • มะเฟือง เรียกเหมือนกันว่า 杨桃/楊桃 [yángtáo; แต้จิ๋ว: เอี่ยท้อ]
  • ลางสาด เรียกเหมือนกันว่า 兰撒/蘭撒 [lánsā; แต้จิ๋ว: หลั่งสัก] (ทับศัพท์คำมาเลย์)

หมายเหตุ:

  • เสียงอ่านแต้จิ๋วที่ใส่ดอกจัน (*) หมายถึงให้ออกเสียงออกจมูก (เรียกว่าเสียงนาสิก) ด้วย
  • เสียงอ่านแต้จิ๋วที่ใส่ # กำกับสระเอียะ/เอีย หมายถึงเสียงสระ "อี-โอ" หรือ "อี-ออ" ควบกัน ไม่ใช่ "อี-อา"

Update (2015-06-19): เพิ่มหมายเหตุสัปปะรดว่า "อั่งไล้" เป็นภาษาพูดของคำว่า 鳳梨

ป้ายกำกับ: , ,

วันพุธที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2555

บนฟ้ามีห่านหนึ่งตัว (天顶一只鹅)

ผลจากการมีเวลาว่างช่วงสงกรานต์โดยไม่มีเน็ตใช้ ทำให้สามารถแกะเพลงแต้จิ๋วได้อีกหนึ่งเพลง คราวนี้กลับมาที่เพลงพื้นบ้านเบา ๆ ว่าด้วยชีวิตรันทดของคนที่ถูกเรียกว่า "ตั่วแปะ" (ลุงใหญ่) ทั้งที่ตัวเองยังโสดอยู่ จนต้องหลบลี้หนีมาสยามทำมาหากิน คนแต้จิ๋วหลายคนรู้จักเพลงนี้ คือ 天頂一隻鵝 [ทีเต้งเจ็กเจี้ยะก๎ง๊อ] บนฟ้ามีห่านหนึ่งตัว เป็นเพลงที่ดัดแปลงมาจากลำนำพื้นบ้าน โดยเติมสีใส่ไข่เพิ่มเข้าไปอีกหนึ่งท่อน มีการหยิบพัดมาบังหน้าแล้วต่อว่าพ่อแม่ด้วย

ภาษาที่ใช้เป็นภาษาพูดธรรมดา ฟังไม่ยากเกินไป แต่ปัญหาของภาษาพูด ไม่ว่าจะเป็นแต้จิ๋วหรือจีนถิ่นอื่น ๆ ก็คือหลายคำหาตัวเขียนลำบาก ในคาราโอเกะจึงมักใช้วิธีเลี่ยงไปใช้ตัวเขียนอื่นแล้วอ่านทับคำเอาดื้อ ๆ คลิปนี้ก็เหมือนกัน จึงได้พยายามค้นคว้าหาตัวเขียนเท่าที่หาได้จากแหล่งอ้างอิงออฟไลน์ที่มี

บนฟ้ามีห่านหนึ่งตัว (天頂一隻鵝)

天顶一只鹅
天頂一隻鵝
ทีเต้งเจ็กเจี้ยะก๎ง๊อ
บนฟ้ามีห่านหนึ่งตัว

阿弟有嬷阿兄无
阿弟有嬤阿兄無
อาตี๋อู่โบ้วอาเฮีย*บ๊อ
น้องชายมีเมียพี่ชายไม่มี
(คำว่า "โบ้ว" ที่แปลว่า "เมีย" นี้ พบตัวเขียนหลายแบบ ในพจนานุกรมแต้จิ๋วที่ใช้อ้างอิงไม่พบคำนี้ แต่พอตรวจสอบกับ gaginang.org พบว่าใช้ตัว 嬤 เหมือนในคาราโอเกะ ซึ่งพจนานุกรมจีนกลางกลับแปลว่า "แม่" แต่ "เหล่าตั๊ง" ใช้ตัว 𡚸 โดย 㜁𡚸 [จาโบ้ว] = ผู้หญิง ซึ่งอันที่จริงส่วนหลัง 么 ก็เป็นตัวย่อของ 麼 นั่นเอง)

阿弟生仔叫大伯
阿弟生仔叫大伯
อาตี๋แซ*เกี้ยเกี้ย#ตั่วแปะ
น้องชายมีลูกเรียกลุงใหญ่

大伯羞理无奈何
大伯羞理無奈何
ตั่วแปะเสียวลี่บ่อไหน่ฮ้อ
ลุงใหญ่อับอายจนไม่รู้จะทำยังไง
(คำว่า [เสียวลี่] ในคาราโอเกะใช้ว่า 小理 ซึ่งจะออกเสียงเป็น [เสียวลี่] ได้พอดี แต่ความหมายจะเป็นทำนอง "เหตุผลน้อย " หนังสือสำนวนพื้นบ้านแต้จิ๋วใช้ 羞理 ซึ่งตัว 羞 ซึ่งแปลว่า "อับอาย" ปกติอ่านว่า [ซิว] แต่ใน 羞理 อ่านเป็น [เซี่ยว] มีเพลงบางเวอร์ชันใช้คำว่า 害羞 [ไห่ซิว] แปลว่า "อับอาย" ตรงตัว แต่ไม่ใช่ภาษาพูดปกติ บางเวอร์ชันใช้แค่ว่า 听着 [เทีย*เตี๊ยะ#] คือ "ได้ยินเข้า" เท่านั้นเอง)

--

𢭪枝扇仔将面遮
𢭪枝扇仔將面遮
เขียะ#กีซี้*เกี้ยเจี้ยงหมิ่งเจีย
หยิบพัดอันน้อยมาบังหน้า
(ในคาราโอเกะใช้คำว่า 拿 [น่า] = ถือ แทน 𢭪 [เคียะ#] = หยิบ แล้วอ่านทับคำ เข้าใจว่าตัว 𢭪 เป็นอักษรที่ใช้เฉพาะในภาษาถิ่น ไม่มีในจีนกลาง)

一来怨娘二怨爹
一來怨娘二怨爹
อิกไหล่อ้วงเนี้ย#หยี่อ้วงเตีย
มานั่งเคืองแม่หนึ่ง พ่ออีกหนึ่ง

怨我爹娘无主意
怨我爹娘無主意
อ้วงอัวเตียเนี้ย#บ่อจูอี่
เคืองที่พ่อแม่ฉันไม่รู้จักคิด

阿弟怎呢先娶过阿兄
阿弟怎呢先娶過阿兄
อาตี๋จ้อหนี่โซยฉั่วก้วยอาเฮีย*
น้องชายทำไมชิงแต่งงานก่อนพี่ชาย
(怎 ปกติอ่านว่า [จ้า] แต่ในคำว่า 怎呢 จะอ่านว่า [จ่อ] ผันเป็น [จ้อนี้] แปลว่า "ทำไม" เป็นคำภาษาพื้นบ้านแต้จิ๋วที่ใช้บ่อย)

--

拜别爹娘往暹罗
拜别爹娘往暹羅
ไป้เปี๊ยกเตียเนี้ย#อวงเสี่ยมล้อ
กราบลาพ่อแม่มุ่งสู่สยาม
(บางเวอร์ชันว่า 收拾包裹過暹羅 [ซิวสิบเปาล่อก้วยเสี่ยมล้อ] จัดห่อสัมภาระไปสยาม)

走来去暹罗块卖霜糕
走來去暹羅塊賣霜糕
เจาไลคื่อเสี่ยมล้อกอโบ่ยซึงกอ
ลี้ไปสยามขายไอติม
(บางเวอร์ชันว่ามาสยาม 牽豬哥 [คังตือกอ] คือมาเลี้ยงหมูพ่อพันธุ์)

赚有钱银加减寄
賺有錢銀加减寄
ทั่งอู่จี่*งึ้งแกเกียมเกี่ย
ได้เงินสะสมไว้อีกสักหน่อย
(ในคาราโอเกะ ใช้ 多少 [ตอเจี้ย#] แทน 加减 [เกียเกียม/แกเกียม] แล้วอ่านทับคำ แปลเหมือนกันว่า "อีกสักหน่อย")

正好返来去娶个雅老婆
正好返來去娶個雅老婆
เจี๊ย*ฮ่อตึงไลคือฉั่วไก่เงียเหล่าพ้อ
แล้วค่อยกลับไปแต่งเมียสวย ๆ สักคน
(老婆 ปกติอ่านว่า [เหล่าพั้ว] แปลว่า "เมีย" แต่ในที่นี้อ่านเป็น "เหล่าพ้อ" เพื่อให้เสียงสัมผัสในกลอน)

อ้างอิง:

     
  1. ชวน เซียวโชลิต (ประสิทธิ์ ชวลิตธำรง). ปทานุกรมจีน-ไทย 中泰大辭典. -- กรุงเทพฯ: นานมี, 2505. 1700 หน้า.
  2.  
  3. เหล่าตั๊ง. ลูกหลานคนแต้จิ๋ว. -- กรุงเทพฯ: นิวเซนจูรี่ฯ, 2551 (10), 205 หน้า. ISBN 978-974-04-0863-5.
  4.  
  5. สุภาณี ปิยพสุนทรา. สำนวนภาษาพื้นบ้านแต้จิ๋ว. -- กรุงเทพฯ: ทฤษฎี, 2550. 201 หน้า. ISBN 978-974-9796-56-6.

ป้ายกำกับ: ,

วันอังคารที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2555

ได้เวลากลับบ้าน (这个时节好回家)

ไปเจอเพลงกลับบ้านนอกภาษาแต้จิ๋วนานแล้ว คราวนี้ได้เวลาลงมือแกะเสียที อารมณ์เพลงคล้าย Take Me Home, Country Roads แบบจีน ๆ ผสมกับอารมณ์คิดถึงบ้านของคนจากบ้านไปทำงานในเมืองหลวง

แกะครั้งนี้ ขอเริ่มใช้สัญลักษณ์บอกเสียงเพิ่มเติม ดังนี้

     
  • ก๎ง แทนเสียง ง แบบไม่นาสิก โดยเอาอย่างมาจาก "ยาขอบ" ที่ใช้เสียง ก กับ ง กล้ำกัน เช่น ในคำว่า 牛 จะถอดเสียงได้เป็น ก๎งู๊
  •  
  • ห๎ว แทนเสียง ห กับ ว กล้ำกัน (ให้แตกต่างจาก ห นำ ว ที่เป็นเสียงอักษรสูง) เช่น คำว่า 怀/懷 [ไฮว่] ซึ่งพอผันเป็นเสียงเอก ถ้าเขียนเป็น ไหว่ เสียง ห จะหายไป จึงเขียนเป็น ไห๎ว่)
  •  
  • * ระบุการออกเสียงนาสิกในภาษาแต้จิ๋ว ซึ่งจะทำให้ความหมายต่างกัน เช่น  我 = อั้ว (ไม่นาสิก) แปลว่า ฉัน, ข้าพเจ้า แต่ 碗 = อั้ว* (เสียงออกจมูก) แปลว่า ชาม
  •  
  • # กำกับเสียงสระเอียแบบที่เป็น "อี-โอ" ควบกัน ไม่ใช่ "อี-อา" เช่น ในคำว่า 恭 ออกเสียงเป็น กี-ยง กล้ำกัน ก็จะเขียนกำกับเสียงเป็น เกียง# เป็นต้น
  •  
  • ยฺ ใช้แทนตัวสะกดแม่เกยแบบมีเสียงกัก ซึ่งเขียนเป็นภาษาไทยได้ยาก เช่น ในคำว่า 月 ที่แปลว่าพระจันทร์หรือเดือน จะถอดเสียงเป็น "ก๎ง๊วยฺ" (บางท่านเขียนเป็น "เงวะ" ก็นับว่าใกล้เคียงมาก แต่กับสระอื่นอาจมีปัญหา เช่น กับคำว่า 节/節 = โจ่ยฺ)

เอาล่ะ เข้าเรื่องเสียที เพลงที่ว่านี้ชื่อว่า 这个时节好回家 [แจไก่สี่โจ่ยฺฮอห่วยแก] หรือ ได้เวลากลับบ้าน (It's Time For Coming Home) เพลงนี้มีสองเวอร์ชัน ดูจากเนื้อหาแล้วเพลงหนึ่งน่าจะมาก่อนอีกเพลง เริ่มจากเวอร์ชันแรกก่อน เป็นแบบอารมณ์ซึ้งหน่อย

(หมายเหตุ: ภาษาที่ใช้ในเพลงค่อนข้างเป็นภาษาหนังสือ หลายคำไม่ใช่ภาษาพูดที่ผมคุ้นเคย ดังนั้น คำแปลจึงอาจคลาดเคลื่อนได้ หากผู้รู้ช่วยชี้แนะก็จะขอบคุณยิ่ง)

It's Time For Coming Home (这个时节好回家)

当列车很匆忙地驶过
當列車很匆忙地駛過
ตึงเหลียกเชียหึ่งชงมั้งตีไซ่ก่วย
เมื่อรถไฟแล่นผ่านไปอย่างรีบด่วน

通向远方的小站飘着落花
通向遠方的小站飄著落花
ทงเหี่ยงเอียงฮวง*ตีเซียวจั๋มเพียวเตียะ#เหลาะฮวย
ตรงทางสถานีย่อยรถทางไกลมีดอกไม้ปลิวหล่น

这个时节好回家
這個時節好回家
แจไก่สี่โจ่ยฺฮอห่วยแก
ฤดูกาลนี้ควรแก่การกลับบ้าน

买到了车票
買到了車票
โบยเก่าเลี่ยวเชียเผี่ย#
ซื้อได้แล้วตั๋วรถ

车票中刻印着我的寻觅
車票中刻印著我的尋覓
เชียเผี่ย#ตงเค็กอิมเตียะ#อั้วตีฉิ่มฉ่วย
บนตั๋วรถพิมพ์สิ่งที่ฉันค้นหา

(~ สร้อย)
今夜今夜徘徊轨道边
今夜今夜徘徊軌道邊
กิมแม้ กิมแม้ไผ่ฮ้วยคุยเต่าเบียง
คืนนี้ คืนนี้เดินเตร่ริมรางรถไฟ

对钟楼时间
對鐘樓時間
ตุ้ยเจ็งเล้าสี่กัง
เฝ้าดูเวลาบนหอนาฬิกา

向着昔日挥别
向著昔日揮别
เฮี่ยงเตียะ#จ๋ายิกฮุยเปี๊ยก
หันไปพบการลาจากเมื่อวันก่อน

今夜无语
今夜無語
กิมแม้บ่อก๎งื้อ
คืนนี้ไม่มีคำพูดใด ๆ

是因为无人听懂此时
是因為無人聽懂此時
สี่อิงอุ๊ยบ่อหนั่งเทีย*ต้งฉือซี้
ก็เพราะตอนนี้ไม่มีใครคอยฟังหรือเอาใจใส่

这怀念的心情
這懷念的心情
แจไห๎ว่เหนียม(ตี)ซิมเช้ง
ดวงใจถวิลหาดวงนี้

我终年漂流在外
我終年漂流在外
อั้วจงนี้เพียวลิ่วต่อก๎งั่ว
ฉันระหกระเหินทำงานมาทั้งปี (漂流=漂泊[เพียวเป๊าะ])

谁知道将来何方
誰知道將來何方
ซุ้ยไจเต๋าเจียงไล้ห่อฮวง*
ใครจะรู้ว่าวันข้างหน้าจะไปอยู่ทางไหน

我依然相信
我依然相信
อั้วอีเยี้ยงเซียงสิ่ง
ฉันยังคงเชื่อ

对明天不改信心
對明天不改信心
ตุ้ยเหม่งเทียงปุ๊กโกยซิ่งซิม
ถึงพรุ่งนี้ก็ยังไม่เปลี่ยนใจ

向着家乡归来
向著家鄉歸來
เหี่ยงเตียะ#แกเฮีย#กุยไล้
หันไปพบบ้านเกิดหวนกลับมา

乡亲在心内铭记
鄉親在心内銘記
เฮีย#ชิงต่อซิมไหลเหม่งกี่
ญาติที่บ้านเกิดจารึกจดจำไว้ในใจ

向着家乡归来
向著家鄉歸來
เหี่ยงเตียะ#แกเฮีย#กุยไล้
หันไปพบบ้านเกิดหวนกลับมา

用亲情问路
用親情問路
เอ่งชิงเช้งหมุ่งโหล่ว
ถามทางด้วยใจฉันญาติ

乡音在心内铭记
鄉音在心内銘記
เฮีย#อิมต่อซิมไหลเหม่งกี่
เสียงของบ้านเกิดจารึกจดจำไว้ในใจ

(ดนตรี)

带着那许多年的变化
帶著那許多年的變化
ตั่วเตียะ#นาฮือตอนี้ตีเปี้ยงห่วย
พกพาเอาความผันแปรหลายต่อหลายปี

跟着思归的孤雁
跟著思歸的孤雁
กึงเตียะ#สือกุยตีโกวหงัง
ต่อด้วยคะนึงถึงห่านป่าโดดเดี่ยวที่หวนคืนถิ่น

心也在飞
心也在飛
ซิมเอี่ยต่อปวย
ใจก็พลอยโบยบิน

这个时节好回家
這個時節好回家
แจไก่สี่โจ่ยฺฮอห่วยแก
ฤดูกาลนี้ควรแก่การกลับบ้าน

找到了方向
找到了方向
เตาเก่าเลี่ยวฮวง*เหี่ยง
หาพบแล้วทิศทาง

我而今已拥有安慰
我而今已擁有安慰
อั้วหยื่อกิมอี*เอี่ยง#อู่อัว*อ่วย
ตอนนี้ฉันได้รับการโอบกอดแล้วพร้อมคำปลอบโยน

(สร้อย ~)

家乡依然会为我敞开
家鄉依然會為我敞開
แกเฮีย#อีเยี้ยงห่วยอุ่ยอั๋วเชี่ยงไค
บ้านเกิดยังคงสมาคมกันเพราะฉันเปิดกว้าง

会为我敞开 敞开
會為我敞開 敞開
ห่วยอุ่ยอั๋วเชี่ยงไค เชี่ยงไค
สมาคมกันเพราะฉันเปิดกว้าง เปิดกว้าง

ที่มา:YouKu

เนื้อ:cz44.com

เวอร์ชันที่สอง เป็นแนววัยรุ่น มีการเรียบเรียงเนื้อและทำดนตรีใหม่ให้ดูกระฉับกระเฉงขึ้น เติมอารมณ์ลิงโลด มีการแอบพาดพิงถึงเวอร์ชันแรกเล็กน้อยว่าใครนะมาเดินเตร่ร้องเพลงระลึกความหลัง หรือจะฟังเป็นลูกเล่นการเล่าเรื่องถึงตัวเองก็ได้

It's Time For Coming Home (这个时节好回家)

当列车很匆忙的驶过
當列車很匆忙的駛過
ตึงเหลียกเชียหึ่งชงมั้งตีไซ่ก่วย
เมื่อรถไฟแล่นผ่านไปอย่างรีบด่วน

通向远方的小站飘着落花
通向遠方的小站飄著落花
ทงเหี่ยงเอียงฮวง*ตีเซียวจั๋มเพียวเตียะ#เหลาะฮวย
ตรงทางสถานีย่อยรถทางไกลมีดอกไม้ปลิวหล่น

这个时节好回家
這個時節好回家
แจไก่สี่โจ่ยฺฮอห่วยแก
ฤดูกาลนี้ควรแก่การกลับบ้าน

买到了车票
買到了車票
โบยเก่าเลี่ยวเชียเผี่ย#
ซื้อได้แล้วตั๋วรถ

车票中刻印着我的寻觅
車票中刻印著我的尋覓
เชียเผี่ย#ตงเค็กอิมเตียะ#อั้วตีฉิ่มฉ่วย
บนตั๋วรถพิมพ์สิ่งที่ฉันค้นหา

--

带着那许多年的变化
帶著那許多年的變化
ตั่วเตียะ#นาฮือตอนี้ตีเปี้ยงห่วย
พกพาเอาความผันแปรหลายต่อหลายปี

跟着思归的孤雁
跟著思歸的孤雁
กึงเตียะ#สือกุยตีโกวหงัง
ต่อด้วยคะนึงถึงห่านป่าโดดเดี่ยวที่หวนคืนถิ่น

心也在飞
心也在飛
ซิมเอี่ยต่อปวย
ใจก็พลอยโบยบิน

这个时节好回家
這個時節好回家
แจไก่สี่โจ่ยฺฮอห่วยแก
ฤดูกาลนี้ควรแก่การกลับบ้าน

找到了方向
找到了方向
เตาเก่าเลี่ยวฮวง*เหี่ยง
หาพบแล้วทิศทาง

我而今已拥有安慰
我而今已擁有安慰
อั้วหยื่อกิมอี*เอี่ยง#อู่อัว*อ่วย
ตอนนี้ฉันได้รับการโอบกอดแล้วพร้อมคำปลอบโยน

(เปลี่ยนจังหวะ)

(@)
嗨看看
嗨看看
ไฮ โท่ย*โท่ย*
ไฮ้ ดูดู

今夜是谁海岸边
今夜是誰海岸邊
กิมแม้สี่ซุ้ยไฮไหง่เบียง
คืนนี้ใครอยู่ที่ริมฝั่งทะเล

对钟楼时间
對鐘樓時間
ตุ้ยเจ็งเล้าสี่กัง
เฝ้าดูเวลาบนหอนาฬิกา

向着昔日挥别
向著昔日揮别
เฮี่ยงเตียะ#จ๋ายิกฮุยเปี๊ยก
หันไปพบการลาจากเมื่อวันก่อน

听听
聽聽
เทีย*เทีย*
ฟังฟัง

今夜谁徘徊远方
今夜誰徘徊遠方
กิมแม้ซุ้ยไผ่ฮ้วยเอียงฮวง*
คืนนี้ใครเดินเตร่(สถานีรถ)ทางไกล

为乡情重唱起往事
為鄉情重唱起往事
อุ่ยเฮีย#เช้งเต่งเฉียงคีอวงสื่อ
ด้วยอารมณ์คิดถึงบ้านได้ร้องเพลงซ้ำแล้วซ้ำเล่าถึงความหลัง

~
我终年漂流在外
我終年漂流在外
อั้วจงนี้เพียวลิ่วต่อก๎งั่ว
ฉันระหกระเหินทำงานมาทั้งปี

谁知道将来何方
誰知道將來何方
ซุ้ยไจเต๋าเจียงไล้ห่อฮวง*
ใครจะรู้ว่าวันข้างหน้าจะไปอยู่ทางไหน

我依然相信
我依然相信
อั้วอีเยี้ยงเซียงสิ่ง
ฉันยังคงเชื่อ

不改明天信心
不改明天信心
ปุ๊กโกยเหม่งทีซิ่งซิม
ถึงพรุ่งนี้ก็ไม่เปลี่ยนใจ

(ซ้ำ ~)

~~
嗨!向着家乡归来
嗨!向著家鄉歸來
ไฮ้! เหี่ยงเตียะ#แกเฮีย#กุยไล้
ไฮ้! หันไปพบบ้านเกิดหวนกลับมา

(ซ้ำ ~~)

(ซ้ำตั้งแต่ @)

ที่มา:YouTube

ป้ายกำกับ: ,

วันอังคารที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

แต้จิ๋ว สำเนียง พื้นที่

หลังจากที่ได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับแต้จิ๋วมาพอประมาณ ได้ทราบว่าภาษาแต้จิ๋วเองยังแบ่งเป็นหลายสำเนียง นอกจากสำเนียงซัวเถา (汕頭) ซึ่งถือเป็นสำเนียงมาตรฐานแล้ว ยังมีกลุ่มสำเนียง เตี่ยอัง (潮安) เถ่งไฮ่ (澄海) กลุ่มหนึ่ง สำเนียงเตี่ยเอี๊ย (潮陽) กลุ่มหนึ่ง แล้วก็ยังมี กิ๊กเอี๊ย (揭陽) โผวเล้ง (普寧) ฯลฯ อีกมากมาย ซึ่งพอมีหลักสังเกตได้จากการออกเสียงบางคำ เช่น:

  • การสังเกตสำเนียงเตี่ยอัง-เถ่งไฮ่:
    • กลุ่มคำ 門 (ประตู), 飯 (ข้าว) ซัวเถาจะออกเป็น "มึ้ง", "ปึ่ง" ตามลำดับ ส่วนเตี่ยอัง-เถ่งไฮ่จะออกเป็น "มุ้ง", "ปุ่ง" ตามลำดับ
    • กลุ่มคำ 千 (หนึ่งพัน), 細 (เล็ก), 閒 (ว่าง) ซัวเถาจะออกเป็น "โชย", "โส่ย", "โอ๊ย" ตามลำดับ ส่วนเตี่ยอัง-เถ่งไฮ่จะออกเป็น "เช็ย", "เส่ย", "เอ๊ย" ตามลำดับ
    • กลุ่มคำ 着 (ถูกต้อง, โดน), 藥 (ยา) ซัวเถาและแต้จิ๋วถิ่นอื่นออกเป็น "ติ๊-เอ๊าะ", "อิ๊-เยาะ" กล้ำเสียงสระ ตามลำดับ ส่วนเตี่ยอัง-เถ่งไฮ่จะออกเป็น "เตี๊ยะ" (ติ๊-อ๊ะ), "เอี๊ยะ" (อิ๊-ยะ) ตามลำดับ
  • การสังเกตสำเนียงเตี่ยอัง:
    • กลุ่มคำ 咸 (เค็ม), 甜 (หวาน) สำเนียงแต้จิ๋วทั่วไปจะออกเป็น "เกี๊ยม", "เตี๊ยม" ตามลำดับ แต่สำเนียงเตี่ยอังจะออกเป็น "เกี๊ยง", "เตี๊ยง" ตามลำดับ
  • การสังเกตสำเนียงโผวเล้ง-เตี่ยเอี๊ย:
    • กลุ่มคำ 千 (หนึ่งพัน), 細 (เล็ก), 閒 (ว่าง) ซัวเถาจะออกเป็น "โชย", "โส่ย", "โอ๊ย" ตามลำดับ ส่วนโผวเล้ง-เตี่ยเอี๊ยจะออกเป็น "ไช", "ไส่", "ไอ๊" ตามลำดับ 
  • การสังเกตสำเนียงเตี่ยเอี๊ย:
    • กลุ่มคำ 魚 (ปลา), 豬 (หมู), 去 (ไป) สำเนียงแต้จิ๋วทั่วไปจะออกเป็นสระอือ คือ "ฮื้อ", "ตือ", "ขื่อ" ตามลำดับ แต่สำเนียงเตี่ยเอี๊ยจะออกเป็น "ฮู้", "ตู", "ขู่" ตามลำดับ

จากข้อมูลเหล่านี้ ทำให้จำแนกแยกแยะสำเนียงพูดของครอบครัวผมได้ว่าเป็นสำเนียงเถ่งไฮ่ แต่ก็ทำให้สงสัยต่อไป ว่าแต่ละเมืองที่กล่าวถึงมานี้ อยู่ตรงไหนกันบ้าง และเมืองเถ่งไฮ่ที่เป็นบ้านเกิดของบรรพบุรุษผมอยู่ตรงไหนในแผนที่

สำหรับครอบครัวแม่ผม ไม่ต้องสืบยาก ครอบครัวท่านมีการติดต่อกับญาติที่เมืองจีน ทำให้รู้ว่าบ้านเกิดของตระกูลฝ่ายแม่มาจากเมืองอึ่งกัง (黃岡鎮) อำเภอเหยี่ยวเพ้ง (饒平縣) แล้วมันอยู่ตรงไหนในแผนที่ล่ะ?

ก่อนอื่น ต้องพูดถึงบริเวณที่เรียกว่า เตี่ยซัว (潮汕/Cháoshàn) ที่พูดภาษาแต้จิ๋วกันนั้น ครอบคลุมพื้นที่ 4 จังหวัดของมณฑลกวางตุ้งของจีน คือ 潮州 [เตี่ยจิว/เฉาโจว], 汕頭 [ซัวเท้า/ช่านโถว], 揭陽 [กิ๊กเอี๊ย/จีหยาง] และ 汕尾 [ซัวบ้วย/ช่านเหว่ย]:

และจังหวัดทั้งสี่ แบ่งเป็นอำเภอต่าง ๆ ดังนี้:

  • เตี่ยจิว (潮州/Cháozhōu):
    • อำเภอเซียงเกี๊ย (湘橋區/Xiāngqiáo Qū)
    • เขตเตี่ยอัง (潮安縣/Cháo'ān Xiàn)
    • เขตเหยี่ยวเพ้ง (饒平縣/Ràopíng Xiàn)
  • ซัวเถา (汕頭/Shàntóu):
    • อำเภอกิมเพ้ง (金平區/Jīnpíng Qū)
    • อำเภอเล่งโอ๊ว (龍湖區/Lónghú Qū)
    • อำเภอเห่ากัง (濠江區/Háojiāng Qū)
    • อำเภอเตี่ยเอี๊ย (潮陽區/Cháoyáng Qū)
    • อำเภอเตี่ยน่ำ (潮南區/Cháonán Qū)
    • อำเภอเถ่งไฮ่ (澄海區/Chénghǎi Qū)
    • เขตน่ำอ้อ (南澳縣/Nán'ào Xiàn)
  • กิ๊กเอี๊ย (揭陽/Jiēyáng):
    • อำเภอเอี่ยงเซี้ย (榕城區/Róngchéng Qū)
    • เมืองโผวเล้ง (普寧市/Pǔníng Shì)
    • เขตกิ๊กตัง (揭東縣/Jiēdōng Xiàn)
    • เขตกิ๊กไซ (揭西縣/Jiēxī Xiàn)
    • เขตหุ่ยไล้ (惠來縣/Huìlái Xiàn)
  • ซัวบ้วย (汕尾/Shànwěi):
    • ตัวเมือง (城區/Chéng Qū)
    • เมืองหลกฮง (陸豐市/Lùfēng Shì)
    • เขตไห่ฮง (海豐縣/Hǎifēng Xiàn)
    • เขตหลกฮ้อ (陸河縣/Lùhé Xiàn)

ป้ายกำกับ:

วันเสาร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

สิ่งที่เรียกกันว่า "สถานบันเทิง"

๏ คืนค่ำควรนิทรา
จะหลับตาลงฉันใด
sync bar เวรตะไล
อาละวาดยันรุ่งเช้า ฯ

๏ ตึงตึงเสียงย่ำกลอง
เสียงกรีดร้องผีค้างคาว
ราตรีเนิ่นนานยาว
ข่มตาหลับมิอาจลง ฯ

๏ รถราเรียงระดะ
เสียงเอะอะรถรับส่ง
คนเมาอาเจียนลง
ส่งกลิ่นคลุ้งเหม็นเขียวคาว ฯ

๏ โหวกเหวกคุยเซ็งแซ่
บ้างล้อแม่ด่าก้าวร้าว
ทุบตีขว้างปาข้าว-
ของกระจายเจ็บระงม ฯ

๏ ควรฤๅเราเรียกขาน
นามสถานอันเหมาะสม
แหล่งบันเทิงเริงรมย์
ฤๅนรกโปรดตรึกตรอง ฯ

๚๛

อุทิศแด่ sync bar เพื่อนบ้านจำยอม เนื่องในโอกาส "ปรับปรุง" ใหม่ จัญไรกว่าเดิม

ป้ายกำกับ: